โปรแกรมเมอร์ยุค 4.0 : วิกฤติขาดแคลน หรือ วิกฤติตกงาน?

บทความนี้เขียนโดย ผศ.ดร.ฐิติรัตน์ ศิริบวรรัตนกุล เผยแพร่ครั้งแรก ที่นี่ ในชื่อเรื่อง “โปรแกรมเมอร์ยุค 4.0 : วิกฤติขาดแคลน หรือ วิกฤติตกงาน?” เมื่อ 26 มีนาคม 2017 โดยคอลัมน์ Intelligence and Information ของ Manager Online


ถึงวันนี้เชื่อว่าคำว่า “ประเทศไทย 4.0” น่าจะต้องเคยผ่านหูผ่านตาคุณผู้อ่านมาบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ เพราะเป็นนโยบายสำคัญตัวหนึ่งที่ทางรัฐบาลกำลังพยายามผลักดันอยู่โดยมีใจความสำคัญคือการใช้นวัตกรรมเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ในส่วนของอาชีพที่คนไทยมักเรียกกันว่า “โปรแกรมเมอร์” ซึ่งมีหน้าที่หลัก (ที่แท้จริง) คือการเขียนและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์) นั้น คงไม่เป็นการพูดที่เกินไปนักถ้าจะบอกว่าที่ผ่านมาอาชีพนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมในสายงานด้านไอทีของประเทศไทย อาจเป็นเพราะค่านิยมของการทำงานในประเทศไทยที่มุ่งก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารมากกว่าส่วนหนึ่ง และในเรื่องของผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งด้วย

แต่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ในสมัยมหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีเรื่องผลตอบแทนมาเกี่ยวข้อง แม้แต่ในคณะหรือสาขาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หรือ ไอที ที่ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์เรียนผ่านมาในสมัยมหาวิทยาลัย (ประเทศไทย) ก็พบว่ามีเพื่อนร่วมรุ่นจำนวนเพียงเล็กน้อยที่ชอบการเขียนโปรแกรมและอยากที่จะไปต่อทางด้านนี้ ในขณะที่จำนวนมากดูจะเข็ดขยาดกับงานเขียนโปรแกรมตั้งแต่ตอนเรียนและหันไปจับงานด้านไอทีอื่นๆ ที่ไม่ต้องลงมือเขียนโปรแกรมแทน และก็อีกจำนวนไม่น้อยที่เบนสายไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจไปเลย ถ้าไม่นับเรื่องการต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ และ แก้ปัญหาให้ได้อย่างเป็นขั้นตอนตามหลักตรรกกะเพื่อนำมาเขียนโปรแกรมสอนคอมพิวเตอร์ให้ทำตามได้ เอาแค่เหตุผลว่างานเขียนโปรแกรมเวลาเจอข้อผิดพลาด (บั๊ก) ทีต้องนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์หาจุดผิดกันมาราธอนชนิดไม่รู้เดือนรู้ตะวัน และ ต้องคอยอัปเดตความรู้ของภาษาคอมพิวเตอร์ที่ออกใหม่อยู่ตลอดเวลาไม่มีวันจบสิ้น แค่นี้ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนตัดสินใจตัดตอนไม่สานต่อสู่การเป็นโปรแกรมเมอร์หลังเรียนจบแล้ว

แต่ในยุคประเทศไทย 4.0 ที่เป็นเทรนด์ของการสร้างนวัตกรรมด้วยตัวเองเพื่อมาผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ อะไรๆ ก็ดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปค่ะ โดยในบรรดาของบริษัทสตาร์ทอัปคนไทยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น หากคุณผู้อ่านติดตามข่าวสารในวงการนี้ก็จะพอทราบว่าโปรแกรมเมอร์คือบุคลากรที่ธุรกิจสตาร์ทอัปต่างก็ต้องการตัว เพราะนาทีนี้เรามีคนที่มีไอเดียดีๆ และมีแผนธุรกิจสวยๆ อยู่มาก ขาดก็แต่คนที่จะมาลงมือทำไอเดียดีๆ เหล่านั้นให้เป็นตัวเป็นตน เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมาให้เอาไปใช้ลองทำธุรกิจได้จริงๆ เรียกว่ามีแต่คน “อยากจะได้” แต่ไม่ค่อยมีคน “อยากจะทำ” นั่นเองค่ะ ซึ่งสถานการณ์ขาดแคลนบุคลากรโปรแกรมเมอร์ (ที่มีความสามารถทำงานได้จริง) นี้แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาต้นตำรับของสตาร์ทอัปเองก็ประสบปัญหาอยู่ และ ในสิงคโปร์เพื่อนบ้านของเราก็ถึงกับต้องออกเป็นแผนนโยบายระดับชาติที่ตั้งเป้าจะผลิตบุคลากรทางด้านนี้ออกมาป้อนตลาดแรงงานที่ถูกคาดหมายว่าจะเติบโตและขาดแคลนอีกมากในอนาคตให้ได้

อ่านถึงตรงนี้เหมือนว่าพวกเราเหล่าโปรแกรมเมอร์จะกำลังเข้าสู่ยุคทองที่ใครๆ ก็ต้องการตัวนะคะ แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้เขียนก็มองว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคที่สุ่มเสี่ยงไม่น้อยเช่นกัน เพราะคนในปัจจุบันเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและคุ้นชินกับความรู้ที่หาได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ต อีกทั้งเครื่องมือและโปรแกรมต่างๆ นับวันก็ถูกพัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้นเรื่อยๆ ทำให้งานหลายอย่างที่ในอดีตผูกขาดต้องพึ่งพาโปรแกรมเมอร์ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ไป ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการสร้างเว็บไซต์ ที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนการจะสร้างเว็บไซต์หน้าตาสวยๆ ฟังก์ชันครบครันขึ้นมาสักเว็บ ต้องดีไซน์ออกแบบเป็น ต้องเขียนสคริปต์ต่างๆ เป็น ต้องทำฐานข้อมูลเป็น ต้องทำส่วนหลังบ้านสำหรับให้ผู้ดูแลเว็บไซต์ใช้เป็น ฯลฯ ซึ่งงานสารพัดเหล่านี้ถ้าจ้างโปรแกรมเมอร์เหมาทำให้ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายและประหยัดเวลากว่ามาก แต่มาวันนี้เว็บไซต์กลับเป็นเรื่องที่ใครก็สร้างได้ง่ายๆ เช่นใช้ WordPress ไปเลือกดาวน์โหลดธีมสวย ๆ ฟรี ๆ จากอินเทอร์เน็ตมาสักอัน จากนั้นก็ใส่ข้อมูลที่ต้องการลงไปผ่านระบบสร้างและใส่ข้อมูลของ WordPress ที่ถูกเตรียมมาให้ใช้งานง่ายไม่ต่างจากการใช้โปรแกรม Microsoft Office แค่นี้ก็สามารถสร้างเว็บสวย ๆ ที่ดูได้บนทุกอุปกรณ์พร้อมระบบหลังบ้านแบบมืออาชีพเสร็จขึ้นมาหนึ่งเว็บแล้วโดยแทบจะไม่ต้องใช้ความรู้การเขียนโปรแกรมเลย

ไม่เพียงเท่านี้ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) หุ่นยนต์ (Robot) และระบบอัตโนมัติ (Automation) ต่าง ๆ อาชีพโปรแกรมเมอร์เองก็สุ่มเสี่ยงต่อการถูกแย่งงานเช่นกัน หากรถไร้คนขับจะมาแย่งงานคนที่ทำอาชีพขับรถรับจ้าง หากระบบสายพานประกอบอัตโนมัติจะมาแย่งงานคนที่เคยทำงานเหล่านี้ในโรงงานอุตสาหกรรม ระบบการเขียนโปรแกรมอัตโนมัติก็จะมาแย่งงานเหล่าโปรแกรมเมอร์ได้ในอนาคตเช่นกันค่ะ ยกตัวอย่างของ DeepCoder ตัวล่าสุดซึ่งเป็นผลงานวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และบริษัทไมโครซอฟต์ เป็นระบบอัจฉริยะที่ทำเหมือนที่โปรแกรมเมอร์คนเราทำอยู่ คือ การหยิบเอาโค้ดในโปรแกรมเก่าๆ มาปะติดปะต่อกันเพื่อสร้างเป็นโปรแกรมใหม่ที่ต้องการ แถมระบบ DeepCoder นี้ยังพ่วงความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเองเข้ามาด้วย หรือก็คือ ยิ่งปล่อยให้ DeepCoder ลองทำโปรแกรมไปเรื่อยๆ มันก็ยิ่งจะฉลาดมากขึ้น จนเผลอๆ ในอนาคตอาจจะใกล้เคียงกับโปรแกรมเมอร์ที่เป็นคนจริงๆ แค่บอกไปว่าต้องการอะไรมันก็จะสร้างโปรแกรมที่ทำสิ่งนั้นมาให้เสร็จเลย ณ ตอนนี้แม้ตัว DeepCoder จะยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ยังทำได้แค่แก้ปัญหาที่เป็นโค้ดโปรแกรมเพียงไม่กี่บรรทัด แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกๆ ที่ทำให้โปรแกรมเมอร์อย่างเราๆ ต้องหวั่นใจกันบ้างแล้วนะคะ ว่าแม้จะเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโปรแกรมสั่งคอมทำงาน ก็ใช่จะปลอดภัยจากการโดนคอมมาทำงานแทนที่เข้าสักวัน

สรุปแล้วคือ ณ ตอนนี้เวลานี้เราอยู่ในวิกฤติขาดแคลนบุคลากรโปรแกรมเมอร์จริงๆ ค่ะ โปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถทำงานได้จริงกำลังเป็นที่ต้องการตัวอยู่ทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ถ้ามองต่อไปข้างหน้าอีกนิดหากคุณเป็น “โปรแกรมเมอร์ทำซ้ำ” ที่ตัดสินใจจบอยู่แค่การเขียนโปรแกรมที่ซ้ำซากจำเจหรืองานทำซ้ำเดิม นำโค้ดเก่ามาแปะต่อกันหรือนำเทมเพลตสำเร็จรูปมาแก้ไขเพื่อวนใช้งาน ไม่ข้ามสู่การเป็น “ครีเอทีฟโปรแกรมเมอร์” ที่รู้จักผสมผสานความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกันเพื่อรังสรรค์โปรแกรมรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยตัวเอง หากเป็นเช่นนั้น ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เหล่าโปรแกรมเมอร์ทำซ้ำคงจะไม่พ้นค่อย ๆ ถูกลดความสำคัญลง และ สุดท้ายก็ต้องถูกแทนที่ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ฉลาด ๆ อย่าง DeepCoder หรือด้วยเครื่องมือหรือโปรแกรมแสนสะดวกสำหรับช่วยเหลือผู้ใช้ที่จะถูกปล่อยออกมาอย่างแน่นอนในอนาคต


Master of Science, Interactive Media Science (I-AM) http://interactivemedia.nida.ac.th/
วิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ เตรียมความพร้อมสู่การเป็น Creative Programmer ยุค Thailand 4.0